ความเป็นมาของทาโกะยากิ

ทาโกะยากิ มาจากคำว่า たこ焼き ในภาษาญี่ปุ่น แปลตามตัวได้ว่า ปลาหมึกยักษ์ย่าง อาหารขึ้นชื่อของคนโอซาก้า ทำจากแป้งขึ้นรูปทรงกลมเหมือนลูกบอลน่ารักแปลกตา ด้านในเป็นปลาหมึกยักษ์และผักต่างๆ โรยหน้าด้วยปลาโอแห้ง มายองเนส ซอสสูตรพิเศษและผงสาหร่าย ทำให้เป็นอาหารที่นอกจากรูปลักษณ์แปลกตาพอดีคำ อร่อยทานได้ง่ายแล้ว ยังเป็นขนมที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนอีกด้วย

ในเมืองไทยที่มิใช่แดนแห่งปลาดิบเช่นญี่ปุ่น ทำให้หาทานปลาหมึกยักษ์ได้ยาก จึงได้มีการประยุกต์ใส่ไส้ปูอัด เบค่อน กุ้ง ฯลฯ ลงไปแทนเรียกได้ว่าหลากหลายรสชาติมากกว่าต้นตำหรับที่ญี่ปุ่นเสียอีก และด้วยความที่ใน1ลูก ให้คุณค่าทางอาหารครบ 5 หมู่ มีทั้งผัก ทั้งเนื้อ ทั้งแป้ง จึงกลายเป็นอาหารกึ่งของทานเล่นซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆออฟฟิศที่ต้องการจะควบคุมน้ำหนัก โดยรับประทานทาโกะยากิแทนอาหารมื้อกลางวัน (ทาโกะยากิ 8 ลูก หนัก 120 กรัม ให้พลังงาน 250 แคลอรี่ เทียบกับข้าวผัดกระเพราที่หนักเท่ากัน จะให้พลังงานถึง 500 แคลอรี่)

การทำทาโกะยากิ ต้องใช้ เครื่องทำทาโกะยากิ หรือเรียกอีกชื่อนึงว่า เตาทาโกะยากิ สำหรับเครื่องทำทาโกะยากินนี้จะแบ่งส่วนประกอบแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือส่วนที่ให้พลังงาน บางเตาเป็นพลังงานไฟฟ้า บางเตาเป็นพลังงานแก๊ส ให้เลือกซื้อกันตามความถนัดของพ่อครัวแม่ครัวแต่ละคน และอีกส่วนเป็นโลหะหล่อเป็นหลุมครึ่งวงกลมเพื่อให้วัตถุดิบขึ้นรูปเป็นทรงกลมได้ง่าย วิธีทำก็เพียงราดแป้งลงบนเตา ใส่ไส้ รอให้แป้งเซ็ตตัวนิดหน่อยแล้วค่อยๆบรรจงหมุนพลิกกลับเท่านั้น

ด้วยความที่เครื่องทำทาโกะยากิเป็นเตาที่สามารถขึ้นรูปวัตถุดิบให้กลมเหมือนลูกบอลได้ ทำให้สามารถทำอาหารออกมาได้พอดีคำ ผู้ขายจึงสามารถดัดแปลงคิดทำเมนูใหม่ๆทำให้อาหารน่าสนใจขึ้นได้หลากหลาย เหมาะกับพ่อครัวแม่ครัวชาวไทยผู้มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถประยุกต์เมนูตำหรับไทยๆที่รสชาติเหมาะกับลิ้นคนไทย โดยยังคงอัตลักษณ์ของอาหารดั้งเดิมไว้ ส่งผลให้เครื่องทำทาโกะยากิกลายเป็นตัวช่วยสร้างสรรค์เมนูไทยๆสัญชาติญี่ปุ่นออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไข่เจียวทรงกลม ขนมครกทรงกลม บางคนไอเดียดีถึงขนาดคิดทำเมนูทาโกะยากิโจ๊กลาวาที่เห็นแล้วต้องร้องว้าวว่าน่าทานสุดๆ

การสร้างสรรค์อาหารเดิมๆโดยมีรูปลักษณ์ใหม่ๆ โดยดัดแปลงจากสูตรดั้งเดิมเล็กน้อยเป็นหนึ่งในพรสวรรค์ของพ่อครัวแม่ครัวชาวไทยมาตั้งแต่โบราณ การสร้างสรรค์เมนูใหม่จากเครื่องทำทาโกะยากินอกจากจะทำให้ประหยัดวัตถุดิบมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมต้นทุนการผลิต ทั้งยังสามารถขายในราคาที่แพงขึ้นอีกด้วย

Leave a Reply